หวั่นบานปลายฉุดเศรษฐกิจดิ่งเหว
แม้คนไทยทั้งประเทศไม่ต้องการเห็นความรุนแรงเกิดขึ้นในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าเมื่อมีการรวมกลุ่มของคนจำนวนมาก...หนทางแห่งความรุนแรงจะไม่เกิดขึ้น...และเมื่อมีความรุนแรงเกิดขึ้นก็คงไม่มีใครปฏิเสธได้อีกเช่นกัน...ว่าทั้งคนไทยและประเทศชาติก็ต้องบอบช้ำไปตาม ๆ กัน
เพราะทั้งจากเหตุการณ์ปิดสนามบิน ปี 51 เรื่อยมาจนถึงเมษาเดือด ปี 52 ยังคงติดอยู่ในใจของคนไทยทั้งประเทศ และต่างคนต่างไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ขึ้นอีก เพราะผลสุดท้ายแล้วไม่ใช่ใครเลยที่หนีไม่พ้นบ่วงกรรมที่ตัวเองไม่ได้ก่อ นอกจากคนไทยตาดำ ๆ เท่านั้น เห็นได้จากการที่องค์กรมวลชน สื่อมวลชน หรือภาคเอกชน ต่างออกมารณรงค์ในหลายรูปแบบเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง
ม็อบฉุดจีดีพีร่วง 1-2%
ขณะที่ล่าสุดศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ประเมินความเสียหายจากเหตุการณ์ชุมนุมไว้ 3 ระดับ หากสถานการณ์ชุมนุมไม่รุนแรงยุติภายใน 2-3 วันเชื่อว่า จะกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว บริการ และการใช้จ่ายประชาชนประมาณ 3,000-5,000 ล้านบาท ถ้ายืดเยื้อต่อไปนานถึงสัปดาห์ ระดับความเสียหายจะเพิ่มขึ้นสูงเกินหมื่นล้านบาท แต่ถ้าเกิดเหตุรุนแรงมากจนถึงขั้นมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจมหาศาล และกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจหรือจีดีพี ที่จะขยายตัวลดจาก 3-4% เหลือ 2-3% เท่านั้น
แต่ท่ามกลางกระแสข่าวความรุนแรงที่เกิดขึ้น หอการค้าไทยยังมองในแง่ดีว่าโอกาสที่จะเกิดความเสียหายสูงสุดมีเพียง 10% เท่านั้น เพราะเชื่อว่า มาตรการดูแลความมั่นคงของภาครัฐจะดูแลการชุมนุมให้อยู่ในความสงบตามกรอบกฎหมายได้ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจึงเป็นช่วงสั้น ๆ โดยเฉพาะกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อาจชะลอตัวในเดือน มี.ค.-เม.ย. นี้ โดยเฉพาะซื้อบ้านหลังใหม่ รถคันใหม่ หรือการออกไปท่องเที่ยว และขณะที่การลงทุนของเอสเอ็มอีจะหยุดชะงักไปด้วย เห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน
คนไทยแห่ซื้อของตุน
ส่วนผลกระทบบรรยากาศการค้าขายต้องถือว่ากลายเป็นอานิสงส์ให้กับบรรดาพ่อค้า แม่ค้า รวมไปถึงร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ที่กลับขายสินค้าเพิ่มขึ้น เพราะจากความกลัวว่าจะมีเหตุการณ์รุนแรงจนนองเลือดเข้าให้อีก ส่งผลให้ชาวบ้านแห่กันไปซื้อสินค้ากักตุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าจำเป็น ข้าวสาร อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่ ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จนยอดทะยานขึ้นหลาย เท่าตัว
โดย “พงษ์ศักดิ์ อัสสกุล” รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ได้แสดงจุดยืนไว้ชัดเจนว่า หอการค้าไทยไม่ต้องการให้การชุมนุมเกิดความรุนแรง เพราะจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย โดยเห็นด้วยที่มีการประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ความ รุนแรงของการชุมนุมลดน้อยลง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยกำลังไปได้ดี ไม่ต้องการให้ปัญหาทางการเมืองมาเป็นตัวบั่นทอนเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตามในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้สร้างความมั่นใจ โดยเชิญห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ผู้ผลิต ผู้จำหน่ายสินค้า และสมาคมที่เกี่ยวข้อง 39 รายมาหารือ ทั้ง เทสโก้ โลตัส บิ๊กซี แม็คโคร คาร์ฟูร์ ท็อปส์ เดอะมอลล์ โรบินสัน แฟมิลี่มาร์ท เซเว่น อีเลฟเว่น เพื่อหาแนวทางรับมือเหตุการณ์ความไม่สงบ พร้อมยืนยันว่าบรรดาห้างสรรพสินค้าจะเปิดให้บริการแน่นอน และที่สำคัญไม่เกิดภาวะขาดแคลน โดยมีสต๊อกข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำมันพืช เพียงพอนานถึง 1 เดือนแน่นอน
ขณะที่กรมส่งเสริมการส่งออกได้ร่วมหารือกับ 11 สมาคมภาคธุรกิจ รวมถึงหอการค้าไทย เพื่อหามาตรการรองรับผลกระทบที่จะเกิดจากการชุมนุมในครั้งนี้ด้วย แม้ว่าภาคเอกชนจะประเมินว่าไม่น่าจะมีเหตุการณ์รุน แรงจนส่งผลกระทบต่อการส่งออกก็ตาม แต่ก็เพื่อความไม่ประมาทดังนั้นบรรดาภาคเอกชนต้องเตรียมพร้อมรับมือ หากเกิดเหตุรุนแรงลุกลามไปจนถึงขั้นปิดท่าเรือหรือสนามบินอีก เอกชนจะเปลี่ยนที่จัดส่งสินค้าไปจังหวัดใกล้เคียงแทน ทั้งท่าเรือแหลมฉบัง อู่ตะเภา จังหวัดชลบุรี หรือสนามบินเชียงใหม่แทน
ธุรกิจท่องเที่ยวเจ๊งหมื่นล้าน
หรือแม้แต่ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากจากการชุมนุมมากที่สุดอย่างธุรกิจท่องเที่ยว โดยเฉพาะ อเนก ศรีชีวะชาติ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย-ญี่ปุ่น ในฐานะกรรมการสหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย หรือเฟตต้า ที่คาดการณ์ว่าความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในช่วงการชุมนุมนี้จะทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวเสียหายไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท เห็นได้จากคำยืนยันถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจาก “ศักรินทร์ ช่อไสว” ผู้จัดการสมาคมโรงแรมไทย ระบุว่า มีนักท่องเที่ยวชะลอการเดินทาง หรือยกเลิกการมาเที่ยวบ้าง
เพราะจากสถิติของโรงแรม พบว่า ยอดการจองห้องพักล่วงหน้า เดือน เม.ย. ลดลงจากปกติ 10-20% โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยว เช่น จังหวัดภูเก็ต มีอัตราเข้าพัก 70% มียอดจองห้องพักเดือน เม.ย. เข้ามา 23% เท่านั้น จากปกติควรมีเข้ามามากกว่า 30% แล้ว, จังหวัดพังงา อัตราเข้าพัก 58% ยอดจองห้องพักล่วงหน้าเดือน เม.ย. 35% และจังหวัดกระบี่ อัตราเข้าพักอยู่ที่ 70% ยอดจองล่วงหน้าเดือน เม.ย. 32%
ตั้งศูนย์ช่วยนักท่องเที่ยว
แต่ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในครั้งนี้ก็ได้ทำให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดตั้งศูนย์อำนวยการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ที่ชั้น 17 อาคาร ททท. ถนนเพชรบุรี พร้อมเปิดคอลเซ็นเตอร์ เบอร์ 1672 โดยมีเจ้าหน้าที่จากฝ่ายต่าง ๆ อาทิ ตำรวจท่องเที่ยว ผู้แทนจากสมาคมโรงแรมไทย สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว สมาคมประกันวินาศภัย พร้อมให้คำปรึกษาแก่นักท่องเที่ยว ตลอด 24 ชม. จนถึงวันที่ 23 มี.ค. พร้อมทั้งยังมีการประสานกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงคมนาคม อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายนักท่องเที่ยว หากจำเป็น รวมทั้งจัดตั้งจุดตำรวจท่องเที่ยว 3 จุด คือ ป้อมวิเศษไชยศรี วัดพระแก้วมรกต สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม ถนนข้าวสาร และสวนลุมพินี ด้วย
แบงก์ทยอยสั่งปิดสาขา
ด้านบรรดานายแบงก์เอง ที่มีประสบ การณ์จากการปาบึ้ม เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ต่างก็ไม่ประมาทเพราะไม่มั่นใจว่าสถานการณ์จะรุนแรงมากน้อยเพียงใด ก็เริ่มทยอยปิดสาขาที่อยู่ในพื้นที่สุ่มเสี่ยงตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 12 มี.ค. ที่ผ่านมา และยังปักหลักเฝ้าดูสถาน การณ์อย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 15 มี.ค. เบื้องต้นเพื่อให้ประชาชนที่เป็นลูกค้าได้คลายความกังวล บรรดาแบงก์พาณิชย์ก็ได้เพิ่มเงินสำรองในตู้เอทีเอ็มโดยเฉพาะในเขต กทม.และปริมณฑล ให้มากกว่าปกติ 5-10% รองรับลูกค้าที่อาจต้องการใช้เงินในช่วงเกิดสถานการณ์มากขึ้น รวมทั้งได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยมากขึ้น ทั้งการขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเข้ามาดูแลสถานการณ์ ขณะเดียวกันก็กำชับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของตนเองให้เฝ้าระวังอย่างเข้มข้น
ทั้งนายแบงก์อย่าง “บัณฑูร ล่ำซำ” ประธานเจ้าเหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ก็มองว่า การชุมนุม เป็นเรื่องของประชาธิป ไตย สามารถมีกันได้ แต่อย่าให้เกิดถึงขั้นตีกันจนเสียเลือดเสียเนื้อ เพราะไม่ใช่เรื่องดีต่อประเทศและทำให้ประเทศเสียหาย ขณะที่ “โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์” ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ ก็ระบุไว้ชัดเจนว่าทางแบงก์กรุงเทพก็เตรียมมาตรการรับมือไว้พร้อมเพราะเป็นแบงก์เป้าหมาย เบื้องต้นก็มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาช่วยดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด โดยจะไม่ทำให้ลูกค้าได้รับความเดือดร้อน
เช่นเดียวกับ “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย ที่มองว่า ไม่ต้องการให้ทุกคนตื่นตระหนกมากนักโดยธนาคารกรุงไทยมีการดูแลรักษาความปลอด ภัยที่เข้มงวดกว่าสถานการณ์ปกติ เพราะเป็น ห่วงความปลอดภัยของลูกค้าที่เข้ามาทำธุร กรรมทางการเงิน หรือแม้แต่ “มงคล ลีลาธรรม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรม การผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย เห็นว่า การเมืองคงเป็นปัญหายืดเยื้อไปอีกนาน โดยธนาคารได้เตรียมแผนฉุกเฉินหากเกิดเหตุการณ์รุนแรง เพื่อให้การทำธุรกรรมทางการเงินดำเนินการได้ต่อเนื่อง
ด้านแบงก์ชาติซึ่งเป็นผู้กำกับสถาบันการเงินเองก็มั่นใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงและมั่นใจในมาตรการดูแลของบรรดานายแบงก์ที่รู้อยู่แล้วว่าต้องทำอย่างไร โดยเฉพาะการสำรองสภาพคล่องให้พอกับความต้องการแต่ขณะนี้สภาพคล่องส่วนเกินในระบบมีอยู่มากจึงไม่น่าเป็นห่วง
นักลงทุนชินชาการเมือง
ในส่วนของตลาดหุ้นเองก็มีการจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทันสถานการณ์ทุกวินาที รวมทั้งได้ประสานงานไปยังโบรกเกอร์เพื่อเชื่อมข้อมูลระหว่างกันเพื่อให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจว่าหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดแต่การซื้อขายหุ้นยังเดินหน้าได้ตามปกติเหมือนเดิม ขณะที่บรรดาโบรกเกอร์เองต่างก็ออกบทวิเคราะห์สถานการณ์และความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นเพื่อให้นักลงทุนรับรู้รับทราบตลอดเวลาว่าควรจะปรับตัวอย่างไร
ล่าสุดบรรยากาศการซื้อขายหุ้นในวันที่มีเสื้อแดงทั้งเมืองหลวงอย่างเมื่อวันที่ 12 มี.ค. กลับไม่สะเทือนตลาดหุ้นไทย เห็นได้จากบรรยากาศการลงทุนในช่วงเช้าที่แกว่งตัวไม่มาก โดยปิดตลาดภาคเช้าร่วงลงไป จิ๊บ ๆ ปิดที่ระดับ 725.61 จุด ลดลง 0.34 จุด หรือ 0.05% แต่ทันทีที่กลุ่มเสื้อแดงประกาศสลายตัวก่อนนัดระดมพลใหม่ กลับทำให้ดัชนีหุ้นไทยค่อย ๆ ขยับเป็นบวก และถีบตัวขึ้นได้ค่อนข้างแรงในช่วงบ่าย จนมาปิดตลาดที่ระดับ 733.34 จุด ขยับขึ้น 7.39 จุด หรือ 1.02% หลังนักลงทุนเชื่อว่ารัฐสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และไม่น่าจะมีเหตุนองเลือดเกิดขึ้น เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มชินชากับเหตุการณ์บ้านเมืองที่ยังมีแต่ความวุ่นวายและยืดเยื้อมานาน
ทั้งนี้ บล.เคที ซีมิโก้ ได้ออกบทวิเคราะห์ ระบุว่า ได้ประเมินสถานการณ์การชุมนุมออกเป็น 3 กรณี ที่ 1 โดยกรณีดีที่สุด การชุมนุมเป็นไปโดยสงบ ไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง จะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทย แต่มีความเป็นไปได้ต่ำ กรณีที่ 2 เป็นไปได้ที่การชุมนุมอาจมีการปะทะกัน แต่ท้ายที่สุดรัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ อาจทำให้หุ้นไทยได้รับผลกระทบเชิงลบในช่วง 2-3 วันแรก แต่หลังเหตุการณ์ผ่านพ้นไป เสถียรภาพของรัฐบาลจะดีขึ้นอย่างมาก การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจก็จะสามารถทำได้ต่อเนื่อง ซึ่งดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสดีดตัว 1.5% - 4.5% เพื่อปิดช่องว่างที่ตามหลังตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน
และกรณีเลวร้าย รัฐไม่สามารถควบคุมสถานการณ์จนต้องนำไปสู่การยุบสภา ซึ่งมีโอกาสที่พรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากในการเลือกตั้งใหม่ แต่ความวุ่นวายทางการเมืองจะยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับตลาดหุ้นไทยต่อไป กรณีนี้ประเมินว่ามีความเป็นไปได้ต่ำเช่นกัน แต่หากเกิดจะทำให้ตลาดหุ้นซึมยาว
ด้านธุรกิจรับจัดงานอีเวนต์ต่าง ๆ เห็นทีคงต้องเศร้าใจเป็นที่สุดกับปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง เพราะทำให้งานหรือกิจกรรมต่าง ๆ ต้องเจอโรคเลื่อนจากแผนเดิม โดย “เสริมคุณ คุณาวงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีเอ็ม ออร์กาไนเซอร์ จำกัด (มหาชน) มองว่า แนวโน้มรายได้ในไตรมาส 1 นี้ อาจออกมาไม่ดีนัก เมื่อเทียบช่วงที่ผ่านมา เพราะได้รับผลกระทบจากการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งส่งผลให้การจัดงานอีเวนต์ มูลค่างานประมาณ 70-80 ล้านบาท ต้องเลื่อนออกไปก่อน
ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าสถานการณ์จะออกมาแบบใด ทุกฝ่ายก็ยังคงภาวนาไม่ให้เกิดความรุนแรงปะทะจนเสียเลือดเสียเนื้อเหมือนอดีต เพราะเชื่อได้แน่ว่าประเทศที่เป็นผู้แพ้ย่อมไม่มีคำว่า “ผู้ชนะ” แน่นอน.
หวั่นบานปลายฉุดเศรษฐกิจดิ่งเหว
แม้คนไทยทั้งประเทศไม่ต้องการเห็นความรุนแรงเกิดขึ้นในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าเมื่อมีการรวมกลุ่มของคนจำนวนมาก...หนทางแห่งความรุนแรงจะไม่เกิดขึ้น...และเมื่อมีความรุนแรงเกิดขึ้นก็คงไม่มีใครปฏิเสธได้อีกเช่นกัน...ว่าทั้งคนไทยและประเทศชาติก็ต้องบอบช้ำไปตาม ๆ กัน เพราะทั้งจากเหตุการณ์ปิดสนามบิน ปี 51 เรื่อยมาจนถึงเมษาเดือด ปี 52 ยังคงติดอยู่ในใจของคนไทยทั้งประเทศ และต่างคนต่างไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ขึ้นอีก เพราะผลสุดท้ายแล้วไม่ใช่ใครเลยที่หนีไม่พ้นบ่วงกรรมที่ตัวเองไม่ได้ก่อ นอกจากคนไทยตาดำ ๆ เท่านั้น เห็นได้จากการที่องค์กรมวลชน สื่อมวลชน หรือภาคเอกชน ต่างออกมารณรงค์ในหลายรูปแบบเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง
ม็อบฉุดจีดีพีร่วง 1-2% ขณะที่ล่าสุดศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ประเมินความเสียหายจากเหตุการณ์ชุมนุมไว้ 3 ระดับ หากสถานการณ์ชุมนุมไม่รุนแรงยุติภายใน 2-3 วันเชื่อว่า จะกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว บริการ และการใช้จ่ายประชาชนประมาณ 3,000-5,000 ล้านบาท ถ้ายืดเยื้อต่อไปนานถึงสัปดาห์ ระดับความเสียหายจะเพิ่มขึ้นสูงเกินหมื่นล้านบาท แต่ถ้าเกิดเหตุรุนแรงมากจนถึงขั้นมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจมหาศาล และกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจหรือจีดีพี ที่จะขยายตัวลดจาก 3-4% เหลือ 2-3% เท่านั้น แต่ท่ามกลางกระแสข่าวความรุนแรงที่เกิดขึ้น หอการค้าไทยยังมองในแง่ดีว่าโอกาสที่จะเกิดความเสียหายสูงสุดมีเพียง 10% เท่านั้น เพราะเชื่อว่า มาตรการดูแลความมั่นคงของภาครัฐจะดูแลการชุมนุมให้อยู่ในความสงบตามกรอบกฎหมายได้ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจึงเป็นช่วงสั้น ๆ โดยเฉพาะกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อาจชะลอตัวในเดือน มี.ค.-เม.ย. นี้ โดยเฉพาะซื้อบ้านหลังใหม่ รถคันใหม่ หรือการออกไปท่องเที่ยว และขณะที่การลงทุนของเอสเอ็มอีจะหยุดชะงักไปด้วย เห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือนคนไทยแห่ซื้อของตุน ส่วนผลกระทบบรรยากาศการค้าขายต้องถือว่ากลายเป็นอานิสงส์ให้กับบรรดาพ่อค้า แม่ค้า รวมไปถึงร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ที่กลับขายสินค้าเพิ่มขึ้น เพราะจากความกลัวว่าจะมีเหตุการณ์รุนแรงจนนองเลือดเข้าให้อีก ส่งผลให้ชาวบ้านแห่กันไปซื้อสินค้ากักตุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าจำเป็น ข้าวสาร อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่ ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จนยอดทะยานขึ้นหลาย เท่าตัว โดย “พงษ์ศักดิ์ อัสสกุล” รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ได้แสดงจุดยืนไว้ชัดเจนว่า หอการค้าไทยไม่ต้องการให้การชุมนุมเกิดความรุนแรง เพราะจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย โดยเห็นด้วยที่มีการประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ความ รุนแรงของการชุมนุมลดน้อยลง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยกำลังไปได้ดี ไม่ต้องการให้ปัญหาทางการเมืองมาเป็นตัวบั่นทอนเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตามในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้สร้างความมั่นใจ โดยเชิญห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ผู้ผลิต ผู้จำหน่ายสินค้า และสมาคมที่เกี่ยวข้อง 39 รายมาหารือ ทั้ง เทสโก้ โลตัส บิ๊กซี แม็คโคร คาร์ฟูร์ ท็อปส์ เดอะมอลล์ โรบินสัน แฟมิลี่มาร์ท เซเว่น อีเลฟเว่น เพื่อหาแนวทางรับมือเหตุการณ์ความไม่สงบ พร้อมยืนยันว่าบรรดาห้างสรรพสินค้าจะเปิดให้บริการแน่นอน และที่สำคัญไม่เกิดภาวะขาดแคลน โดยมีสต๊อกข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำมันพืช เพียงพอนานถึง 1 เดือนแน่นอน ขณะที่กรมส่งเสริมการส่งออกได้ร่วมหารือกับ 11 สมาคมภาคธุรกิจ รวมถึงหอการค้าไทย เพื่อหามาตรการรองรับผลกระทบที่จะเกิดจากการชุมนุมในครั้งนี้ด้วย แม้ว่าภาคเอกชนจะประเมินว่าไม่น่าจะมีเหตุการณ์รุน แรงจนส่งผลกระทบต่อการส่งออกก็ตาม แต่ก็เพื่อความไม่ประมาทดังนั้นบรรดาภาคเอกชนต้องเตรียมพร้อมรับมือ หากเกิดเหตุรุนแรงลุกลามไปจนถึงขั้นปิดท่าเรือหรือสนามบินอีก เอกชนจะเปลี่ยนที่จัดส่งสินค้าไปจังหวัดใกล้เคียงแทน ทั้งท่าเรือแหลมฉบัง อู่ตะเภา จังหวัดชลบุรี หรือสนามบินเชียงใหม่แทน
ธุรกิจท่องเที่ยวเจ๊งหมื่นล้าน หรือแม้แต่ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากจากการชุมนุมมากที่สุดอย่างธุรกิจท่องเที่ยว โดยเฉพาะ อเนก ศรีชีวะชาติ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย-ญี่ปุ่น ในฐานะกรรมการสหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย หรือเฟตต้า ที่คาดการณ์ว่าความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในช่วงการชุมนุมนี้จะทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวเสียหายไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท เห็นได้จากคำยืนยันถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจาก “ศักรินทร์ ช่อไสว” ผู้จัดการสมาคมโรงแรมไทย ระบุว่า มีนักท่องเที่ยวชะลอการเดินทาง หรือยกเลิกการมาเที่ยวบ้าง เพราะจากสถิติของโรงแรม พบว่า ยอดการจองห้องพักล่วงหน้า เดือน เม.ย. ลดลงจากปกติ 10-20% โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยว เช่น จังหวัดภูเก็ต มีอัตราเข้าพัก 70% มียอดจองห้องพักเดือน เม.ย. เข้ามา 23% เท่านั้น จากปกติควรมีเข้ามามากกว่า 30% แล้ว, จังหวัดพังงา อัตราเข้าพัก 58% ยอดจองห้องพักล่วงหน้าเดือน เม.ย. 35% และจังหวัดกระบี่ อัตราเข้าพักอยู่ที่ 70% ยอดจองล่วงหน้าเดือน เม.ย. 32%
ตั้งศูนย์ช่วยนักท่องเที่ยว แต่ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในครั้งนี้ก็ได้ทำให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดตั้งศูนย์อำนวยการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ที่ชั้น 17 อาคาร ททท. ถนนเพชรบุรี พร้อมเปิดคอลเซ็นเตอร์ เบอร์ 1672 โดยมีเจ้าหน้าที่จากฝ่ายต่าง ๆ อาทิ ตำรวจท่องเที่ยว ผู้แทนจากสมาคมโรงแรมไทย สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว สมาคมประกันวินาศภัย พร้อมให้คำปรึกษาแก่นักท่องเที่ยว ตลอด 24 ชม. จนถึงวันที่ 23 มี.ค. พร้อมทั้งยังมีการประสานกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงคมนาคม อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายนักท่องเที่ยว หากจำเป็น รวมทั้งจัดตั้งจุดตำรวจท่องเที่ยว 3 จุด คือ ป้อมวิเศษไชยศรี วัดพระแก้วมรกต สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม ถนนข้าวสาร และสวนลุมพินี ด้วยแบงก์ทยอยสั่งปิดสาขา ด้านบรรดานายแบงก์เอง ที่มีประสบ การณ์จากการปาบึ้ม เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ต่างก็ไม่ประมาทเพราะไม่มั่นใจว่าสถานการณ์จะรุนแรงมากน้อยเพียงใด ก็เริ่มทยอยปิดสาขาที่อยู่ในพื้นที่สุ่มเสี่ยงตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 12 มี.ค. ที่ผ่านมา และยังปักหลักเฝ้าดูสถาน การณ์อย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 15 มี.ค. เบื้องต้นเพื่อให้ประชาชนที่เป็นลูกค้าได้คลายความกังวล บรรดาแบงก์พาณิชย์ก็ได้เพิ่มเงินสำรองในตู้เอทีเอ็มโดยเฉพาะในเขต กทม.และปริมณฑล ให้มากกว่าปกติ 5-10% รองรับลูกค้าที่อาจต้องการใช้เงินในช่วงเกิดสถานการณ์มากขึ้น รวมทั้งได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยมากขึ้น ทั้งการขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเข้ามาดูแลสถานการณ์ ขณะเดียวกันก็กำชับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของตนเองให้เฝ้าระวังอย่างเข้มข้น ทั้งนายแบงก์อย่าง “บัณฑูร ล่ำซำ” ประธานเจ้าเหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ก็มองว่า การชุมนุม เป็นเรื่องของประชาธิป ไตย สามารถมีกันได้ แต่อย่าให้เกิดถึงขั้นตีกันจนเสียเลือดเสียเนื้อ เพราะไม่ใช่เรื่องดีต่อประเทศและทำให้ประเทศเสียหาย ขณะที่ “โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์” ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ ก็ระบุไว้ชัดเจนว่าทางแบงก์กรุงเทพก็เตรียมมาตรการรับมือไว้พร้อมเพราะเป็นแบงก์เป้าหมาย เบื้องต้นก็มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาช่วยดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด โดยจะไม่ทำให้ลูกค้าได้รับความเดือดร้อน เช่นเดียวกับ “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย ที่มองว่า ไม่ต้องการให้ทุกคนตื่นตระหนกมากนักโดยธนาคารกรุงไทยมีการดูแลรักษาความปลอด ภัยที่เข้มงวดกว่าสถานการณ์ปกติ เพราะเป็น ห่วงความปลอดภัยของลูกค้าที่เข้ามาทำธุร กรรมทางการเงิน หรือแม้แต่ “มงคล ลีลาธรรม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรม การผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย เห็นว่า การเมืองคงเป็นปัญหายืดเยื้อไปอีกนาน โดยธนาคารได้เตรียมแผนฉุกเฉินหากเกิดเหตุการณ์รุนแรง เพื่อให้การทำธุรกรรมทางการเงินดำเนินการได้ต่อเนื่อง ด้านแบงก์ชาติซึ่งเป็นผู้กำกับสถาบันการเงินเองก็มั่นใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงและมั่นใจในมาตรการดูแลของบรรดานายแบงก์ที่รู้อยู่แล้วว่าต้องทำอย่างไร โดยเฉพาะการสำรองสภาพคล่องให้พอกับความต้องการแต่ขณะนี้สภาพคล่องส่วนเกินในระบบมีอยู่มากจึงไม่น่าเป็นห่วง
นักลงทุนชินชาการเมือง ในส่วนของตลาดหุ้นเองก็มีการจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทันสถานการณ์ทุกวินาที รวมทั้งได้ประสานงานไปยังโบรกเกอร์เพื่อเชื่อมข้อมูลระหว่างกันเพื่อให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจว่าหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดแต่การซื้อขายหุ้นยังเดินหน้าได้ตามปกติเหมือนเดิม ขณะที่บรรดาโบรกเกอร์เองต่างก็ออกบทวิเคราะห์สถานการณ์และความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นเพื่อให้นักลงทุนรับรู้รับทราบตลอดเวลาว่าควรจะปรับตัวอย่างไร ล่าสุดบรรยากาศการซื้อขายหุ้นในวันที่มีเสื้อแดงทั้งเมืองหลวงอย่างเมื่อวันที่ 12 มี.ค. กลับไม่สะเทือนตลาดหุ้นไทย เห็นได้จากบรรยากาศการลงทุนในช่วงเช้าที่แกว่งตัวไม่มาก โดยปิดตลาดภาคเช้าร่วงลงไป จิ๊บ ๆ ปิดที่ระดับ 725.61 จุด ลดลง 0.34 จุด หรือ 0.05% แต่ทันทีที่กลุ่มเสื้อแดงประกาศสลายตัวก่อนนัดระดมพลใหม่ กลับทำให้ดัชนีหุ้นไทยค่อย ๆ ขยับเป็นบวก และถีบตัวขึ้นได้ค่อนข้างแรงในช่วงบ่าย จนมาปิดตลาดที่ระดับ 733.34 จุด ขยับขึ้น 7.39 จุด หรือ 1.02% หลังนักลงทุนเชื่อว่ารัฐสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และไม่น่าจะมีเหตุนองเลือดเกิดขึ้น เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มชินชากับเหตุการณ์บ้านเมืองที่ยังมีแต่ความวุ่นวายและยืดเยื้อมานาน ทั้งนี้ บล.เคที ซีมิโก้ ได้ออกบทวิเคราะห์ ระบุว่า ได้ประเมินสถานการณ์การชุมนุมออกเป็น 3 กรณี ที่ 1 โดยกรณีดีที่สุด การชุมนุมเป็นไปโดยสงบ ไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง จะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทย แต่มีความเป็นไปได้ต่ำ กรณีที่ 2 เป็นไปได้ที่การชุมนุมอาจมีการปะทะกัน แต่ท้ายที่สุดรัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ อาจทำให้หุ้นไทยได้รับผลกระทบเชิงลบในช่วง 2-3 วันแรก แต่หลังเหตุการณ์ผ่านพ้นไป เสถียรภาพของรัฐบาลจะดีขึ้นอย่างมาก การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจก็จะสามารถทำได้ต่อเนื่อง ซึ่งดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสดีดตัว 1.5% - 4.5% เพื่อปิดช่องว่างที่ตามหลังตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน และกรณีเลวร้าย รัฐไม่สามารถควบคุมสถานการณ์จนต้องนำไปสู่การยุบสภา ซึ่งมีโอกาสที่พรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากในการเลือกตั้งใหม่ แต่ความวุ่นวายทางการเมืองจะยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับตลาดหุ้นไทยต่อไป กรณีนี้ประเมินว่ามีความเป็นไปได้ต่ำเช่นกัน แต่หากเกิดจะทำให้ตลาดหุ้นซึมยาว ด้านธุรกิจรับจัดงานอีเวนต์ต่าง ๆ เห็นทีคงต้องเศร้าใจเป็นที่สุดกับปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง เพราะทำให้งานหรือกิจกรรมต่าง ๆ ต้องเจอโรคเลื่อนจากแผนเดิม โดย “เสริมคุณ คุณาวงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีเอ็ม ออร์กาไนเซอร์ จำกัด (มหาชน) มองว่า แนวโน้มรายได้ในไตรมาส 1 นี้ อาจออกมาไม่ดีนัก เมื่อเทียบช่วงที่ผ่านมา เพราะได้รับผลกระทบจากการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งส่งผลให้การจัดงานอีเวนต์ มูลค่างานประมาณ 70-80 ล้านบาท ต้องเลื่อนออกไปก่อน ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าสถานการณ์จะออกมาแบบใด ทุกฝ่ายก็ยังคงภาวนาไม่ให้เกิดความรุนแรงปะทะจนเสียเลือดเสียเนื้อเหมือนอดีต เพราะเชื่อได้แน่ว่าประเทศที่เป็นผู้แพ้ย่อมไม่มีคำว่า “ผู้ชนะ” แน่นอน.